
16 Jun สมการแห่งความสําเร็จ ตอนที่ 2: เทคนิคจัดการตัวบั่นทอนศักยภาพอย่างเป็นระบบ
สมการแห่งความสําเร็จ ตอนที่ 2: เทคนิคจัดการตัวบั่นทอนศักยภาพอย่างเป็นระบบ
“Success is not about doing more. It’s about removing what’s in the way.”
– Tim Gallwey-
ในตอนที่ 1 เราได้พูดถึงการปลดล็อคศักยภาพ (Potential) ผ่านการค้นหางานที่มีความหมาย ให้พลังใจ และตรงกับจุดแข็งของคุณ ในตอนที่ 2 นี้ เราจะไปต่อกับอีกด้านหนึ่งของสมการ นั่นคือการจัดการกับตัวบั่นทอนศักยภาพ (Interference) ของเรากัน
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจ หรือพนักงานมืออาชีพ หากคุณต้องการยกระดับผลงานและความสําเร็จขึ้นไปอีกขั้น คุณต้องให้ความสําคัญกับการจัดการ Interference อย่างจริงจัง
________________________________________
Interference คืออะไร?
Interference หมายถึง สิ่งที่ขัดขวางไม่ให้ศักยภาพของคุณเปล่งประกายเต็มที่ แม้คุณจะมีเป้าหมายที่ดี มีแผนชัดเจน แต่ถ้ายังมี “จุดรั่วภายใน” เหล่านี้ ผลลัพธ์จะไม่ยั่งยืน
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ สมมติว่า เรามีศักยภาพอยู่ 100 แต่มีตัวบั่นทอนศักยภาพอยู่ 80
100-80 = 20
นั่นคือผลงานที่ปรากฏออกมาเหลือเพียง 20 เท่านั้น
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากเราลดตัวบั่นทอนศักยภาพลงได้ครึ่งหนึ่ง คือ จาก 80 เหลือ 40 ?
100 – 40 = 60
คําตอบคือ ผลงานเราจะเพิ่มจาก 20 เป็น 60 ซึ่งคือเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า!!
เห็นมั้ยคะว่า การจัดการกับตัวบั่นทอนศักยภาพ สําคัญขนาดไหน !?!
จากการศึกษาศาสตร์ NLP และการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมคนทํางาน โค้ชพบว่าตัวบั่นทอนศักยภาพ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ:
- Negative Emotions – อารมณ์เชิงลบ
- Limiting Beliefs – ความเชื่อจํากัด
- Inner Conflict – ความขัดแย้งภายใน
- Destructive Habits – พฤติกรรมบ่อนทําลาย
กลยุทธ์จัดการ Interference ด้วยศาสตร์ที่ทํางานลึกในระดับจิตใต้สํานึก
จากการทํางานโค้ชผู้บริหารมาสิบกว่าปี โค้ชพบว่า ตัวบั่นทอนศักยภาพทั้ง 4 กลุ่มฝังตัวอยู่ในจิตใต้สํานึกของเรา ดังนั้น การที่เราจะเข้าไปจัดการกับตัวบั่นทอนศักยภาพเหล่านี้ จึงต้องใช้ศาสตร์ที่ทํางานกับจิตใต้ สํานึกได้อย่างเป็นระบบเท่านั้น คือ:
- NLP (Neuro-Linguistic Programming)
- Time Line Therapy®
- Hypnotherapy
สําหรับในบทความนี้ โค้ชจะนําแนวทางที่แต่ละศาสตร์ทํางานกับจิตใต้สํานึก มาเล่าให้อ่านกันพอสังเขป แต่ในการใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อจัดการกับตัวบั่นทอนศักยภาพนั้น แนะนําว่าให้มาเรียนหลักสูตร X3 Practitioner Certificate หลักสูตรที่รวม 3 ศาสตร์นี้ไว้ด้วยกัน โดยตลอด 7 วันของการเรียน ผู้เรียนจะได้รับการปลดล็อกและจัดการตัวบั่นทอนศักยภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังสามารถนําไปใช้กับทีมงานและคนรอบตัวได้อีก
________________________________________
- จัดการ “อารมณ์เชิงลบ” ด้วย Time Line Therapy®
“Emotions don’t disappear with time. They disappear with new perception.”
คนมากมายต้องแบกความเครียด ความโกรธ ความผิดหวัง หรือความรู้สึกผิด เอาไว้ในชีวิตการทํางานทุก ๆ วัน โดยไม่รู้เลยว่าอารมณ์เหล่านี้ บั่นทอนพลังใจและพลังชีวิตของเรามากขนาดไหน
ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็เหมือนคนที่เดินไปไหนมาไหนโดยแบกของหนักไว้บนบ่า หรือ บางทีก็เหมือนคน ที่เดินไปโดยมีลูกตุ้มเหล็กถ่วงอยู่ที่ขา แทนที่จะใช้พลังในการทํางานได้เต็มที่ ก็กลับต้องถูกบั่นทอนด้วยอารมรณ์เชิงลบที่แฝงตัวอยู่ภายในใจเหล่านี้
Time Line Therapy® คือ ศาสตร์ที่เกิดจากการนําจุดเด่นของ NLP และการสะกดจิตมาผสมผสานกับหลักการ ของฟิสิกส์ควอนตัม (Quantum Physics) โดยผู้ที่คิดค้น Time Line Therapy® คือ ดร. แทด เจมส์ (Dr. Tad James) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ NLP ศาสตร์การสะกดจิต และศาสตร์พลังงานบําบัด
หลักการพื้นฐานของ Time Line Therapy® คือ การเหนี่ยวนําคลื่นสมองเพื่อสร้างสภาวะผ่อนคลาย และใช้ภาษาในรูปแบบเฉพาะเพื่อทําให้จิตสามารถย้อนกลับไปทบทวนความทรงจําในอดีต และกระตุ้นให้เกิดมุมมองใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม
ความโดดเด่นของ Time Line Therapy® คือ การพาคนไปสํารวจความทรงจําในอดีต และรับรู้เรื่องราวนั้นในมุมมองใหม่ ค้นพบความหมายใหม่ในเหตุการณ์เดิม รวมทั้งได้ทบทวนทุก ๆ เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นด้วย ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบความเชื่อและมุมมองต่อตนเองที่ไม่เพียงแค่ปลดล็อกจากปมอารมณ์ หรือ ความทรงจําในอดีตเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเนื่องไปยังอนาคตของคน ๆ นั้น ด้วย
________________________________________
- เปลี่ยน “ความเชื่อจํากัด” ด้วย NLP
“It’s not your capability that limits you. It’s your belief about it.”
พลังของความเชื่อส่งผลต่อตัวเรามากมายมหาศาล โดยเฉพาะสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง
หลายครั้งที่เราไม่กล้าคว้าโอกาสดี ๆในชีวิตไว้ เพราะความเชื่อที่จํากัดตัวเอง
ลองสํารวจดูสิว่า คุณมีความเชื่อแบบนี้รึป่าว
“ฉันยังไม่พร้อม”
“ฉันไม่เหมาะกับการนํา”
“ฉันไม่เก่งพอ”
NLP (Neuro Linguistic Programming) ภาษาสมองมหัศจรรย์ คือ ศาสตร์การใช้ภาษาที่สื่อสารกับจิตใต้สํานึก ซึ่งดูแลปัจจัยต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมของแต่ละคนมากกว่า 90% ได้แก่ ความทรงจํา (Memory) ค่านิยม ส่วนบุคคล (Personal Values) ความเชื่อ (Belief) มุมมอง (Perception) จึงสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่าง รวดเร็ว
ความโดดเด่นของ NLP คือ สามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะอารมณ์ พฤติกรรม ความเชื่อ ทัศนคติที่เป็นลบ ให้กลายเป็นบวกได้อย่างรวดเร็ว จึงนําไปสู่ผลลัพธ์ในชีวิตที่ดีขึ้น ประสบความสําเร็จตามเป้าหมายมากขึ้น ทําให้ NLP ได้รับความนิยมจากบุคคลในสาขาอาชีพต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และเป็นศาสตร์ที่องค์กรชั้นนํา อย่าง Google, Amazon, และ McKinsey ใช้ในการพัฒนาผู้นํา
________________________________________
- คลี่คลาย “ความขัดแย้งภายใน” ด้วยเทคนิค Parts Integration
ด้วยบทบาทหน้าที่อันหลากหลายของคนวัยทํางาน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่บทบาทในที่ทํางานเท่านั้น แต่ยังมี บทบาทในชีวิตส่วนตัวอีกด้วย ผู้บริหารผู้หญิงไม่น้อยที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิดเพราะบทบาทที่ขัดแย้ง ระหว่างบทบาทผู้บริหาร กับ บทบาทแม่และภรรยา ในวันที่ออกจากออฟฟิศเร็วเพื่อกลับไปหาลูกเล็กที่บ้านก็ รู้สึกผิด ในวันที่ต้องกลับดึก ไม่มีเวลาดูแลลูก ก็รู้สึกผิดอีก
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีสภาวะแบบนี้ นั่นคือ สัญญาณของความขัดแย้งภายใน ที่อาจเป็นในระดับความเชื่อ หรือ อาจลึกถึงระดับคุณค่า/ค่านิยมหลักของชีวิตเลยก็ได้ ยิ่งระดับความขัดแย้งรุนแรงเพียงใด ก็ยิ่งบั่นทอนพลังของคุณไปมากเท่านั้น
เทคนิค Parts Integration คือ เทคนิคสําคัญในศาสตร์ NLP ที่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งภายในได้อย่าง ถาวร หลังจากได้รับการคลี่คลายความขัดแย้งภายในใจ มุมมองของเราต่อเหตุการณ์เดิมที่เคยบั่นทอนพลัง และทําให้เราตัดสินใจเลือกไม่ได้ก็จะเปลี่ยนไป ปัญหาจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป ซึ่งเทคนิคนี้ นับเป็นเทคนิคที่ โค้ชเก๋เชี่ยวชาญและใช้กับผู้บริหาร นักธุรกิจ มาแล้วมากมาย และได้ผลเป็นอย่างดี มีบางคน นอกจากจะคลี่คลายความขัดแย้งได้แล้ว ยังหายจากอาการปวดไหล่เรื้อรังที่มาจากความเครียดสะสมจากความขัดแย้ง ข้างในได้อีกด้วย
________________________________________
- เปลี่ยน “พฤติกรรมบ่อนทําลาย” เป็นพฤติกรรมสร้างผลลัพธ์
พฤติกรรมบางอย่าง เช่น การผลัดวันประกันพรุ่ง การไม่กล้าปฏิเสธ การจัดการเวลาที่ไร้ประสิทธิภาพ เป็น “ตัวบั่นทอนเชิงพฤติกรรม” ที่แม้ดูไม่รุนแรงเท่าตัวบั่นทอนศักยภาพ 3 กลุ่มแรก แต่คือสิ่งที่ส่งผลต่อ
ความสําเร็จทางอาชีพของเราไม่น้อยเช่นกัน
ดังนั้น เราควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้นให้กลายเป็นรูปแบบใหม่
การสะกดจิตบําบัด (Hypnotherapy) คือ ศาสตร์ที่ใช้การสะกดจิตเพื่อเข้าถึงจิตใต้สํานึก และนําข้อความที่ออกแบบไว้เข้าไปสื่อสารกับจิตใต้สํานึกโดยตรงเพื่อปรับเปลี่ยนมุมมอง อารมณ์ ความคิด ความเชื่อ และ พฤติกรรม เป็นวิธีการทํางานร่วมกับจิตใต้สํานึกเพื่อปลูกฝังนิสัยใหม่ เช่น ความเด็ดขาด การตื่นเช้า หรือการโฟกัสกับสิ่งที่สําคัญจริง
________________________________________
เมื่อคุณ “ขจัดตัวบั่นทอน” ศักยภาพที่แท้จริงจะเปล่งประกาย
จากการทํางานกับผู้นําและผู้บริหาร โค้ชพบว่า การจัดการตัวบั่นทอนศักยภาพ สําคัญไม่แพ้การ พัฒนาศักยภาพ เพราะนั่นคือการอุด “รูรั่ว” ที่ทําให้ความสําเร็จรั่วไหลไปทุกวัน
หลักสูตร X3 Practitioner Certificate 140-Hour ของ Life Architecture Institute ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับตัวบั่นทอนศักยภาพอย่างเป็นระบบ ด้วยการเรียนการสอนตามมาตรฐานสากลของ 3 สถาบันระดับโลก คือ The American Board of NLP, Time Line Therapy Association, The American Board of Hypnotherapy ร่วมกับประสบการณ์ของผู้สอนที่ผ่านการโค้ชจริงมามากกว่าสิบปี
________________________________________
พร้อมจะยกระดับศักยภาพและความสําเร็จของคุณหรือยัง?
สนใจหลักสูตร X3 Practitioner Certificate 140-Hour ติดตามได้ที่
Facebook: Life Architecture Coach ชีวิตออกแบบได้
ศักยภาพของคุณ….ไม่เคยหายไป
แค่รอให้คุณนําตัวบั่นทอนที่บดบังศักยภาพของคุณไว้ออกไป
ชีวิตออกแบบได้…
รวมทั้งความสําเร็จของคุณด้วย