การโค้ช (Coaching) vs. พลังงานบำบัด (Energy Healing)

การโค้ช (Coaching) vs. พลังงานบำบัด (Energy Healing)
เส้นทางต่างสาย ที่อาจนําไปสู่จุดหมายเดียวกัน

ในโลกของการดูแลตัวเองในเชิงลึก มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้เรากลับมาเชื่อมโยงกับ “ตัวตน ภายใน” ได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการโค้ช (Coaching) หรือพลังงานบําบัด (Energy Healing) ต่างก็มีหลักการและกระบวนการเฉพาะตัว และเมื่อเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่า ทั้งสองแนวทางนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย หากแต่สามารถประสานกันได้อย่างลงตัว

หลักการ: เป้าหมายเดียวกัน แต่คนละมิติ
การโค้ช การโค้ชเป็นการทํางานกับมุมมองและความคิดของเรา โดยมีหลักการว่า “เราทุกคน มีศักยภาพและคําตอบในตัวเองอยู่แล้ว” โค้ชคือผู้ที่คอยกระตุ้นให้เราได้ตระหนักรู้ และค้นพบทางเลือกใหม่ ๆ  รวมทั้งศักยภาพภายในตัวเอง จึงทําให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ที่จะลงมือทําเพื่อแก้ไขปัญหาหรือลงมือทําเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการ

มุมมองและความคิดใหม่ที่ถูกกระตุ้นขึ้นจากการโค้ช ทําให้เรามีพลังใจและพลังชีวิตเพิ่มขึ้น

ในขณะที่ พลังงานบําบัด ทํางานกับระบบพลังงาน (Energy System) ของเรา ได้แก่ คลื่นพลังงาน (Vibration) จักระ (Chakra) สนามพลังงาน (Aura) โดยมีหลักการว่า “หากเราดูแลระบบพลังงานของเราได้ดีและสมดุล เราก็จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีพลังชีวิตสูง” ดังนั้น พลังงานบําบัด จึงมุ่งสร้างสมดุลให้สนามพลังงานด้วยการใช้คลื่นพลังงานที่ดีมาชะล้างพลังงาน ลบ แก้ไขจุดที่พลังงานปิดกั้นหรืออุดตัน และเติมพลังงานดี ๆ เข้าไปให้ระบบพลังงานของเรา ทําให้เรามีพลังใจและพลังชีวิตเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

กระบวนการ: หนึ่งใช้การสื่อสาร หนึ่งใช้คลื่นพลังงาน
กระบวนการโค้ช คือการพาเราเข้าสู่การสํารวจอารมณ์ ความคิด และจิตใจของเราอย่างลึกซึ้ง จากที่เราอาจเหมือนกับติดอยู่ในเขาวงกตทางความคิด หรือ ติดอยู่ในหุบเหวลึกทางอารมณ์ โค้ชสามารถทําให้เราค่อยๆค้นพบแง่มุมใหม่ ๆ ทางเลือกใหม่ ๆ ไปจนถึงการค้นพบตัวตนใหม่ และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ  ในการแก้ไขสถานการณ์ เมื่อมุมมองเปลี่ยน จากที่เราเคยเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นเชื่อว่ามีโอกาสที่เราจะทําให้สําเร็จได้ จึงทําให้เราเริ่มมีการตัดสินใจใหม่ และลงมือทําสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ในชีวิตของเราได้ในที่สุด

ในขณะที่กระบวนการของพลังงานบําบัด คือ เริ่มจากการเชื่อมโยงกับสนามพลังงานของผู้รับการบําบัด และใช้คลื่นพลังงานบวกชะล้างพลังงานลบออกไป ในบางกรณี การชะล้างพลังงานลบที่สะสมมานาน และมีความเข้มข้นมาก อาจต้องมีการใช้เทคนิคหรือเครื่องมือเพิ่มเติมด้วย ได้แก่ การพากลับไปทบทวนเหตุการณ์ในอดีตที่เป็นสาเหตุ การใช้คริสตัล การทํางานกับบางจักระ หรือ บางจุดในร่างกาย อย่างเฉพาะเจาะจง ปิดท้ายด้วยการเติมพลังงานบวกเข้าไปและ ปรับสมดุลสนามพลังงาน

ผลลัพธ์: ภายนอกเปลี่ยน เพราะภายในขยับ
ทั้งการโค้ชและพลังงานบําบัดต่างมีจุดร่วม คือ “การปลดปล่อย” ผู้คนจากข้อจํากัดเดิม ๆ โค้ชช่วยให้เราค้นพบแง่มุมใหม่ๆของสถานการณ์เดิม ส่วนพลังงานบําบัดช่วยให้เราหลุดพ้นจากการคั่งหรืออุดตันภายในสนามพลังงานของเราที่เราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

บางครั้งผู้ที่เริ่มจากการโค้ช อาจพบว่าแม้เข้าใจตนเองแล้ว แต่ความรู้สึกบางอย่างยังไม่หายไป นั่นคือจุดที่พลังงานบําบัดเข้ามาช่วยเสริมได้ ในทางกลับกัน บางคนเริ่มจากการเยียวยาสนามพลังงานจนเริ่มมีพลังใจกลับมาบ้างแล้ว ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการโค้ชเพื่อค้นหาแง่มุมและการเรียนรู้จากเรื่องราวในอดีตเหล่านั้น ทําให้ไม่กลับไปวนลูปเดิมๆ และยังได้พัฒนาการเติบโตทางอารมณ์และความคิดต่อไปได้

สรุป: ชีวิตไม่ใช่เรื่องของการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในฐานะโค้ชที่ผสมผสานศาสตร์พลังงานอย่างเข้าใจ โค้ชเก๋เชื่อว่า “การปลดล็อคศักยภาพและสร้างสรรค์ชีวิตที่เราต้องการ” ไม่จําเป็นต้องเลือกเพียงแนวทางใดแนวทางเดียวเท่านั้น แต่คือการเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับตัวเราที่สุดในแต่ละช่วงเวลา เพื่อดูแลทั้งร่างกาย อารมณ์ ความคิด และสนามพลังงานของเราได้อย่างสมดุล

หากวันนี้คุณกําลังอยู่ในช่วงค้นหา ลองเปิดใจให้กับทั้งสองศาสตร์นี้ เพราะเส้นทางขึ้นยอดเขาไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว

สําหรับผู้ที่สนใจศาสตร์ต่าง ๆ แห่งการพัฒนาศักยภาพและความสําเร็จ ทางสถาบัน ไลฟ์ อาร์คิเทคเชอร์ มีการเปิดสอนหลักสูตรการโค้ชที่หลากหลายสําหรับบริบทในชีวิตแต่ละด้าน รวมทั้งมีการเปิดสอนพลังบําบัดเรกิสําหรับบุคคลทั่วไป โดยสามารถติดต่อสอบถามตารางเรียนได้ที่ Life OA:@lifearchitecture หรือ inbox เข้ามาที่ FB Page: Life Architecture Coach ชีวิตออกแบบได้

#ชีวิตออกแบบได้
#LifeArchitectureCoach

#Coaching #EnergyHealing #ปลดล็อกศักยภาพและความสําเร็จ #DiscoverYourTrueSelf #UnlockYourTruePotential